วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หน้าแรกของเว็บไซต์

หน้าหลัก

เรื่อง การทำงานต่างๆของคอมพิวเตอร์
  •  การทำงานของคอมพิวเตอร์
  •  การใช้เทคโนโลยี
  •  การใช้คอมพิวเตอร์
ผู้ควบคุม Web Site


นายกรเทพ เลี่ยมแก้ว 
เรียนอยูู่ที่ : โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
เป็นเจ้าของเว็บ

                                                             อัพเดทข้อมูลเมื่อ 22 สิงหาคม 2560

ความหมายของโมเด็ม


ความหมายของโมเด็ม (Modems)


เป็นอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับโลกภายนอกได้อย่างง่ายดาย โมเด็มเป็นเสมือนโทรศัพท์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ทั่วโลก โมเด็มจะสามารถทำงานของคุณให้สำเร็จได้ก็ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณเข้าคู่สายของโทรศัพท์ธรรมดาคู่หนึ่งซึ่งโมเด็มจะทำการแปลงสัญญาณดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอนาล็อก (analog signals) เพื่อให้สามารถส่งไปบนคู่สายโทรศัพท์ 
คำว่า โมเด็ม(Modems) มาจากคำว่า (modulate/demodulate) ผสมกัน หมายถึง กระบวนการแปลงข้อมูลข่าวสารดิจิตอลให้อยู่ในรูปของอนาล็อกแล้วจึงแปลงสัญญาณกลับเป็นดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งเมื่อโมเด็มของคุณต่อเข้ากับโมเด็มตัวอื่นความแตกต่างของโมเด็มแต่ละประเภท

โมเด็มแต่ละประเภทจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้



1. ความเร็วในการรับ - ส่งสัญญาณ

          ความเร็วในการรับ - ส่งสัญญาณ หมายถึง อัตรา (rate) ที่โมเด็มสามารถทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโมเด็มอื่นๆมีหน่วยเป็น บิต/วินาที (bps) หรือ กิโลบิต/วินาที (kbps) ในการบอกถึงความเร็วของโมเด็มเพื่อให้ง่ายในการพูดและจดจำ มักจะตัดเลขศูนย์ออกแล้วใช้ตัวอักษรแทน เช่น โมเด็ม 56,000 bps จะเรียกว่า โมเด็มขนาด 56 K 





2. ความสามารถในการบีบอัดข้อมูล
   ข้อมูลข่าวสารที่ส่งออกไปบนโมเด็มนั้นสามารถทำให้มีขนาดกะทัดรัดด้วยวิธีการบีบอัดข้อมูล  (compression) ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ครั้งละเป็นจำนวนมากๆ เป็นการเพิ่มความเร็วของโมเด็มในการรับ - ส่งสัญญาณ 
3. ความสามารถในการใช้เป็นโทรสาร
   โมเด็มรุ่นใหม่ๆ สามารถส่งและรับโทรสาร (Fax capabilities) ได้ดีเช่นเดียวกับการรับ - ส่งข้อมูล หากคุณมีซอฟท์แวร์ที่เหมาะสมแล้วคุณสามารถใช้แฟคซ์โมเด็มเป็นเครื่องพิมพ์(printer)ได้เมื่อคุณพิมพ์เข้าไปที่แฟคซ์โมเด็มมันจะส่งเอกสารของคุณไปยังเครื่องโทรสารที่ปลายทางได้
4. ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด
   โมเด็มจะใช้วิธีการควบคุมความผิดพลาด (error control) ต่างๆ  มากมายหลายวิธีในการตรวจสอบเพื่อการยืนยันว่าจะไม่มีข้อมูลใดๆสูญหายไประหว่างการส่งถ่ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง 
5. ออกแบบให้ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก
   โมเด็มที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วๆ ไปจะมี 2 รูปแบบ คือ โมเด็มแบบติดตั้งภายนอก (external modems) และ แบบติดตั้งภายใน (internal modems) 
6. ใช้เป็นโทรศัพท์ได้
   โมเด็มบางรุ่นมีการใส่วงจรโทรศัพท์ธรรมดาเข้าไปพร้อมกับความสามารถในการรับ - ส่งข้อมูลและโทรสารด้วย

ใช้โมเด็มทำอะไรได้บ้าง
        เราสามารถใช้โมเด็มทำอะไรต่างๆ ได้หลายอย่าง เช่
            1. พบปะพูดคุย
            2. ใช้บริการต่างๆ จากที่บ้าน
            3. ท่องไปบนอินเทอร์เน็ต
            4. เข้าถึงบริการออนไลน์ได้
            5. ดาวน์โหลดข้อมูล,รูปภาพและโปรแกรมแชร์แวร์ได้
            6. ส่ง - รับโทรสาร
            7. ตอบรับโทรศัพท์
การเลือกซื้อโมเด็ม
        สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อโมเด็มมาใช้งาน เช่น
            1. เข้ากันได้กับระบบคอมพิวเตอร์ของคุณ
            2. เข้ากันได้กับระบบทำงาน OS ของคอมพิวเตอร์ของคุณ
            3. ความเร็วในการรับ - ส่งสัญญาณ
            4. เป็นโมเด็มภายนอกหรือภายใน
            5. การบีบอัดข้อมูล
            6. ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด
            7. รับ - ส่งโทรสารได้
            8. ซอฟท์แวร์สื่อสาร
สิ่งที่ต้องใช้ร่วมกับโมเด็ม
        การที่สามารถใช้โมเด็มให้เกิดประโยชน์จากแหล่งข้อมูลนั้นจะต้องตรวจสอบว่ามีสิ่งเหล่านี้พร้อมหรือไม่
            1. ซอฟท์แวร์สื่อสาร
            2. พอร์ทอนุกรม (serial port)
            3. fast UART เป็นซิฟตัวหนึ่งที่ติดตั้งบนพอร์ทอนุกรมของคอมพิวเตอร์
               เพื่อควบคุมการไหลของข้อมูลเข้าและออกจากพอร์ทอนุกรม
            4. serial cable เป็นสาย cable ที่นำมาต่อโมเด็มกับพอร์ทอนุกรมของคอมพิวเตอร์
               (ต้องตรวจสอบดูว่าเป็น connector แบบ 9 ขา หรือ 25 ขา)
            5. expansion slot ถ้าโมเด็มเป็นแบบติดตั้งภายในจะต้องมี expansion slot ใช้งาน
               โดยจะต้องถอดฝาครอบตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ออกและติดตั้งโมเด็มลงไปบน expansion slot

ข้อพิจารณาในการเลือกซื้ออุปกรณ์


ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อออุปกรณ์ Input
เมาส์ คีย์บอร์ด แทร็กบอล
         บรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์นั้น อุปกรณ์รับข้อมูลนับว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งและจำเป็นอย่างหนึ่ง ในที่นี้จะนำเสนอการรวบรวมข้อมูล คุณสมบัติและหลักการทำงานของอุปการณ์รับข้อมูลในระบบไมโครคอมพิวเตอร์ อันได้แก่ แป้นพิมพ์ เมาส์ แทร็กบอล ปากกาแสง และจอภาพแบบสัมผัส เนื่องจากในปัจจุบันอุปกรณ์นี้มีผู้ผลิตออกจำหน่ายมากมาย คุณสมบัติและราคาก็ต่างกัน ข้อมูลต่อไปนี้จะช่วยผู้อ่านในการตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์แป้นพิมพ์(Keyboard)
         แป้นพิมพ์ที่จัดเป็นมาตรฐานคือแป้นพิมพ์ของไอบีเอ็มซึ่งใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์รุน XT/AT/386 และ PS2 มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบต้นฉบับ 84 คีย์ และ แบบ 101 คีย์
         สำหรับแบบ 84 คีย์ รูปแบบการวางคีย์จะมีฟังก์ชันคีย์ (F1-F10) อยู่ทางซ้ายมือและคีย์ตัวเลขกับคีย์เคอร์เซอร์รวมกันอยู่ทางขวามือ ดังรูป
แต่สำหรับแบบ 101 คีย์ จะมีฟังก์ชันคีย์ (F1-F12) อยู่ด้านบนของแป้นพิมพ์และเพิ่มชุดคีย์เคอร์เซอร์อีกชุดหนึ่ง ตำแหน่งการวางคีย์ ของ Ctrl กับ CapsLock จะสลับที่กันซึ่งลักษณะนี้จะสร้างความลำบาก ให้กับผู้ที่เคยชินกับโปรแกรมเวิร์ดสตาร์ นอกจากนี้ยังได้เพิ่ม LED สำหรับแสดงสถานะของ NumLock, CapsLock, ScrollLock ส่วนรูปร่างของคีย์ ENTER จะเป็นรูปตัว L แทน แต่ในปัจจุบันนี้ทางบริษัทผู้ผลิตแป้นพิมพ์ได้พัฒนา และเพิ่มเติมลักษณะพิเศษต่างๆ เพื่อการแข่งขันในตลาดแป้นพิมพ์ เช่น แป้นพิมพ์แบบไม่ใช้ปุ่มกดแต่ใช้เป็นเยื่อ Membrane เพิ่มเติมอุปกรณ์บางอย่างเข้าไป เช่น มีแทร็กบอล มีเครื่องคิดเลข และเพิ่มขีดความสามารถของฟังก์ชันคีย์ ซึ่งสามารถกำหนดข้อความประจำให้กับคีย์แต่ละตัวตามต้องการ ที่เรียกว่า Macro สำหรับใช้งานในดอสหรือ ในโปรแกรมเวิร์ดสตาร์
แป้นพิมพ์แบบที่ใช้เยื่อเมมเบรนนั้นเกิดขึ้นมาครั้งที่เครื่อง Sinclair ซึ่งใช้ Z80 เป็นซีพียูออกมาแป้นพิมพ์แบบนี้ให้ความรู้สึกไม่สนิทใจในการกดคีย์ แต่อย่างไรก็ตามในสภาพแวดล้อมบางอย่าง เช่น ในโรงงานที่มักจะมีฝุ่นละออง หรือกับงานบางอย่างที่อาจต้องเสี่ยงกับการที่จะมีน้ำ หรือของเหลวหกใส่แป้นพิมพ์ แป้นพิมพ์แบบนี้จะเหมาะสม
เมาส์
         เมาส์เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมใน ปัจจุบันมีแนวโน้มมาทางด้าน GUI (Graphic User Interface) มากสำหรับการติดต่อสื่อสารกับผู้ใช้งาน เพราะไม่ต้องเรียนรู้การสั่งงานโปรแกรม และในบรรดาผู้ผลิตเมาส์ บริษัทไมโครซอฟต์ยึดครองตลาด ได้มากกว่าใคร ซึ่งเป็นผลให้เมาส์และไดรเวอร์เมาส์ ของไมโรซอฟต์กลายเป็นมาตรฐานผู้ผลิตรายอื่นจึงต้องผลิตเมาส์ที่อมแพตทิเบิ้ลกับเมาส์ของไมโครซอฟต์
         ก่อนจะกล่าวถึงคุณสมบัติต่างๆ ของเมาส์ก็จะกล่าวถึงประวัติของเมาส์กันก่อนเมาส์ตัวแรกได้รับการพัฒนาขึ้นเมื่อ 25 ปีที่แล้วต้นแบบทำด้วยไม้ และมีปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว ดังรูป

การพัฒนาเมาส์เริ่มที่สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ดในปี ค.ศ. 1963 โดย Doug Engelbart เขาพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ Augment ของเขา แนวความคิดเรื่องเมาส์ ของ Engelbart เป็นอิทธิพลผลักดันให้เกิดการพัฒนาเมาส์ที่ศูนย์วิจัยเซรอคซ์สตาร์ แอปเปิ้ล ลิซ่า แมคอินทอช ในเวลาต่อมานั่นเอง เมาส์ของ Engelbart นั้นจัดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าสัญญาณอะนาลอกแบบง่ายๆ
ส่วนภายในตัวเมาส์ประกอบด้วยล้อเลื่อนเหล็กสองล้อ ซึ่งต่ออยู่กับแกนของความต้านทานเปลี่ยนค่าได้ ทั้งสองล้อ ในขณะที่ลากเมาส์เหล็กจะเลื่อนไปมาทำให้ความต้านทานเปลี่ยนค่าไป ซอฟแวร์ที่ควบคุมจะคอยอ่านค่าสัญญาณแรงดันที่เปลี่ยนแปลง แลัวทำการเคลื่อนย้ายเคอร์เซอร์บนจอภาพตามสัญญาณที่ได้
แนวความคิดในเรื่องการใช้เมาส์เริ่มขยายกว้างออกไป เมื่อศูนย์วิจัยเซร็อคสตาร์ ได้มอบหมายให้ Jack S. Hawley สร้างเมาส์ที่เป็นดิจิตอลตัวแรกขึ้นมา เมาส์ของ Hawley มีพื้นฐานอย่างเดียวกับของ Engelbart เพียงแต่เป็นดิจิตอลเท่านั้น ขณะเดียวกันทางศูนย์ก็ได้เร่งพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ชื่อว่า "Alto" โดยนำเอาเมาส์ที่พัฒนาอยู่เข้ามาเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของ Alto ด้วย แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเซร็อคสตาร์จะขายเครื่องได้ไม่มากเท่าไรนักในตลาด ก็นับได้ว่าเป็นการปูทางให้เกิดการพัฒนาเมาส์กับระบบไมโครคอมพิวเตอร์ในเวลาต่อมา         บริษัทไมโครซอฟต์เป็นผู้ผลิตเมาส์ให้กับตลาดไมโครคอมพิวเตอร์มากกว่าครึ่งหนึ่ง การพัฒนาเมาส์ของไมโครซอฟต์เริ่มจากบัสเมาส์ (เมาส์ที่ต้องมีการ์ดอินเตอร์เฟสต่ออยู่กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์) แล้วมาเป็นซีเรียลเมาส์ซึ่งต่อเข้ากับพอร์ตสื่อสารอนุกรม(RS232) และต่อมาก็ได้ทำการปรับปรุงบัสเมาส์ให้เป็นแบบอินพอร์ตชิพ ซึ่งเมาส์แบบนี้นั้นจะมีตัวโปรแกรม ควบคุมเมาส์หรือเมาส์ไดรเวอร์ที่สามารถควบคุมการทำงานของเมาส์ได้ดีขึ้นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเมาส์ แต่อย่างไรก็ตามนอกจากบริษัทไมโครซอฟต์แล้วก็ยังมีบริษัท Logitech ซึ่งครองตลาดเมาส์ได้ส่วนหนึ่งเหมือนกัน และสำหรับบนเครื่อง PS2 ไอบีเอ็มก็ทำเมาส์ออกมาให้ใช้กับ PS2 ด้วย โดยเมาส์ของไอบีเอ็มจะต่อกับเครื่อง PS2 ผ่านทางช่องต่อซึ่งเตรียมเอาไว้ให้สำหรับเมาส์ โดยเฉพาะส่วนบริษัทไมโครซอฟต์เป็นบริษัทแรกที่ทำกล่องอะแดปเตอร์เพื่อให้เมาส์ของตัวเองใช้กับเครื่อง PS2 ของไอบีเอ็มได้ แต่ไอบีเอ็มก็ไม่ได้สนใจที่จะทำเมาส์สำหรับเครื่องพีซีเอกซ์ทีหรือเอทีเลย

จะเลือกเมาส์แบบไหนดี
บัสเมาส์นั้นจะต้องใช้ช่องสล็อตสำหรับเสียบการ์ดควบคุมเมาส์ ส่วนซีเรียลเมาส์ก็ต้องการใช้พอร์ตสื่อสารอนุกรมหนึ่งพอร์ต การเลือกใช้งานจะขึ้นอยู่กับจำนวนสล็อตและพอร์ตสื่อสารอนุกรมของเครื่องที่ใช้งานอย่ เมาส์ของบริษัทไมโครซอฟต์นั้นมีทั้งแบบบัสและแบบซีเรียล ด้านราคาและคุณภาพไม่ต่างกันมากนัก สำหรับเมาส์ที่มีข้อต่อแบบพิเศษ เช่น อินพอร์ตเมาส์ของไมโครซอฟต์ก็มีเครื่องที่ทำขั้วต่อรองรับอยู่ไม่กี่บริษัท เช่น ของ Compaq ในบางรุ่น
กลไกภายในของเมาส์
         กลไกของเมาส์ในปัจจุบันแบ่งได้ 3 แบบคือ Mechanical, Opto-mechanical และ แบบ Optical
         เมาส์แบบ Mechanical กลไกภายในประกอบด้วยลูกบอลยางที่กลิ้งไปมาได้เมื่อ ทำการเคลื่อนย้ายตัวเมาส์ ลูกบอลจะกดแนบกับลูกกลิ้งโดยแกนของลูกกลิ้งจะต่ออยู่กับจานที่ทำหน้าที่เป็น Encoder อีกทีหนึ่ง บนจานจะมีหน้าสัมผัสเป็นจุดๆ ขึ้นกับความละเอียดของเมาส์เมื่อจุดสัมผัสเลื่อนมาตรงแกนสัมผัส (Contact bar) ก็จะสร้างสัญญาณบอกไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งตัวโปรแกรมควบคุมเมาส์จะทำหน้าที่แปลเป็นการเคลื่อนที่ของเคอร์เซอร์อีกทีหนึ่ง ดังรูป


         เมาส์แบบ Opto-mechanical จะคล้ายคลึงกับแบบแรก เพียงแต่ตัวตรวจรับการเคลื่อนที่ ของจานจะใช้เป็น LED โดยบนจานถูกเจาะรูรอบๆขอบจาน มี LED อยู่ด้านหนึ่งของจานคอยทำหน้าที่กำเนิดแสง อีกฟากหนึ่งของจานก็จะมี Optotransistor ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับแสง
         เมาส์แบบ Optical จะต้องใช้ ประกอบกับแผ่นกรองพิเศษซึ่งมีผิวมันสะท้อนแสง และตารางเส้นแนวนอนและแนวตั้งตัดกัน เอาไว้สำหรับตรวจสอบการเคลื่อนที่ โดยเส้นตรงแต่ละแกนใช้ตรวจทิศทางการเคลื่อน แกนหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน อีกแกนหนึ่งเป็นสีดำ ส่วนบนตัวเม้าส์จะมี LED สองตัวทำหน้าที่ให้กำเนิดแสงออกมา LED ดวงแรกให้กำเนิดแสงสีแดงซึ่งแถบสีน้ำเงินจะดูดกลืนแสงสีนี้ ส่วน LED อีกดวงจะให้กำเนิดแสงอินฟราเรดซึ่งแถบสีดำจะเป็นตัวดูดกลืน ตัวตรวจรับแสงเป้นทรานซิสเตอร์แสง สีที่ตรวจรับได้จะบอกถึงทิศทาง ส่วนช่วงของแสงที่หายไปจะบอกถึงระยะทางการเคลื่อนที่ ดังรูป
         เมาส์อีกแบหนึ่งซึ่งจะขอกล่าวเสริมคือเมาส์แบบล้อ(Wheel Mouse) ซึ่งโครงสร้างภายในจะกล่าวถึงเมาส์แบบ Mechanical โดยไม่มีลูกบอลมาสัมผัสกับลูกกลิ้งที่ต่อบนแกนหมุนอีกทีแต่ลูกกลิ้งจะถูกกดให้สัมผัสกับพื้นผิวโดยตรง ดังรูป
          เมาส์ส่วนใหญ่จะมีความละเอียดในการเคลื่อนที่อยู่ระหว่าง 100 ถึง 400 จุดต่อหนึ่งตารางนิ้ว (dpi) ถ้าเลือกเมาส์ที่มีความละเอียด 200 dpi แน่นอนได้เลยว่าเวลาใช้งานระยะในการเคลื่อนที่เมาส์ย่อมเร็วกว่าเมาส์ที่มีความละเอีด 400 dpi ในการทำให้เคอร์เซอร์บนจอภาพเคลื่อนที่ในระยะทางเท่าๆกัน ผู้ผลิตเมาส์ส่วนใหญ่ทราบดีว่าบริษัทไมโครซอฟต์เป็นผู้ครองตลาดเมาส์มากที่สุด ดังนั้นเมาสืที่นำออกจำหน่ายแข่งขันกับไมโครซอฟต์เมาส์ก็จำเป็นต้องออกแบบให้สามารถใช้งานได้อย่างน้อย 2 โหมดคือ โหมดของไมโครซอฟต์เมาส์และโหมดของตนเอง และตามปกติแล้วเมื่อเราซื้อเมาส์ ผู้ขายมักจะแถมหรือแจกซอฟแวร์มาด้วยเสมอ นับว่าเป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจในการซื้อเมาส์
แทร็กบอล
         แทร็กบอลเป้นอุปกรณ์อินพุตอย่างหนึ่งที่คล้ายกับเมาส์ แต่พลิกเอาด้านล่างขึ้นมา คือมีลูกบอลด้านใหญ่อยู่ด้านบน การใช้งานกระทำโดยใช้นิ้วมือกลิ้งลูกบอลไปมาแทนที่เมาส์เคลื่อนที่ไปตามแบบเดิม มีบริษัทผู้ผลิตเมาส์หลายรายที่หันมาผลิตแทร็กบอลออก จำหน่าย แต่มีอยู่เพียง 2 บริษัทที่สามารถครองตลาดใหญ่ได้ คือ บริษัท Logitech และ Mouse Sytem ในขณะที่บริษัทไมโครซอฟต์ซึ่งครองตลาดเมาส์มากที่สุดกลับไม่สนใจที่จะหันมาผลิตแทร็กบอล เพราะไมโครซอฟต์เชื่อมั่นว่าเมาส์เป็นอุปกรณ์อินพุตที่ผู้ใช้ต้อง การใช้มากกว่าแทร็กบอล
         การพิจารณาเลือกใช้เมาส์หรือแทร็กบอลเป็นปัญหาที่ตอบได้ยาก ขึ้นอยู่กับการใช้งาน มากกว่ามีบางคนบอกว่าเมาส์เหมาะกับงานวาดหรืองานเขียนรูปภาพที่ต้องการความอิสระของมอ เหมือนกับจับปากกาหรือภู่กัน แต่แทร็กบอลจะเหมาะกับงานที่ต้องการวางจุดหรือตำเหน่งของรูปภาพที่แน่นอน เช่น โปรแกรมในพวก CAD แต่อย่างไรก็ตาม การออกแบบเมาส์และแทร็กบอลต่างก็คำนึงถึงสภาพการใช้งานของมือรวมทั้งแขนที่ต่างกันออกไป
         ทางด้านของเมาส์นั้นบริษัทไมโครซอฟต์ได้คุยเฟื่องเอาไว้ว่า เขาได้ออกแบบเมาส์ โดยพิจารณาถึงโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อของแขนเป็นอย่างดีจึงได้เมาส์ที่รูปร่างเหมาะสม เมื่อเมาส์อยู่ในมือ ขอบของเมาส์จะพอดีกับฝ่ามือ คือนิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อย จะกระชับตัวเมาส์ได้พอดี และทำให้อยู่ในท่าที่ผ่อนคลาย ไม่งอหรือเกร็งจนเกินไป นิ้วทั้งสามนิ้วที่เหลือจะวางอยู่บนปุ่มกดทั้งสามปุ่ม ดังรูป
         การเคลื่อนที่เมาส์จะอาศัยกล้ามเนื้อสามส่วน คือ กล้ามเนื้อที่หัวไหล่ใช้สำหรับผลักและดันตัวเมาส์ กล้ามเนื้อเหนือท่อนแขนใชัสำหรับเลื่อนเมาส์ไปมาทางด้านข้าง และกล้ามเนื้อใต้ท่อนแขนใช้ในการปิดข้อมูลและควบคุมนิ้วมือ ดังรูป
ในกรณีของแทร็กบอลไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้กล้ามเนื้อแขนดังกล่าวทั้งหมด แต่ออกแบบมาเพื่อเป็นอุปกรณ์ลดพื้นที่ในการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามลักษณะของแทร็กบอลจะต้องมีส่วนนูน(คือลูกบอล) และเพื่อป้องกันความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อแขนที่ต้องอยู่นิ่งๆ การออกแบบจึงนำเอาลูกบอลและปุ่มกดวางไว้ด้านข้าง ถ้าผู้ใช้งานกำลังเลื่อนลูกบอลด้วยนิ้วในขณะนั้นก็จะไม่สามารถใชันิ้วกดปุ่มได้พร้อมๆกันทำนอง กลับกันถ้าเลื่อนลูกบอลด้วยฝ่ามือแทนนิ้วซึ่งแน่นอนนิ้วมือทั้งหมดต้องลอยขึ้นมา ทำให้ต้องเคลื่อนย้ายตำแหน่งนิ้วบ่อยๆ ในกรณีที่ต้องการกดปุ่ม ถ้าเป็นเมาส์จะพบปัญหาดังกล่าว เพราะการจับเมาส์นิ้วที่เหลือสามนิ้ว จะอยู่บนตัวเมาส์ และสัมผัสกับปุ่มกด พร้อมที่จะกดปุ่มได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดกับแทร็กบอลเกี่ยวกับรูปร่างมาตรฐานนั้นบริษัทผู้ผลิต แทร็กบอลก็ได้ทำการอกแบบแทร็กบอลเสียใหม่ เพื่อแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านั้น รูปร่างจะแตกต่างกันออกไปตามจุดประสงค์ของแต่ละบริษัท
แทร็กบอลที่มีจำหน่ายโดยส่วนใหญ่มักจะคอมแพตทิเบิ้ลกับเมาส์ของไมโครซอฟต์ มีความละเอียดตั้งแต่ 100 ถึง 400 dpi การเลือกซื้อยังต้องคำนึงถึงขนาด รูปร่าง รวมทั้ง ตำแหน่งที่ตั้งของปุ่มกด ซึ่งรูปที่ 20 เป็นรายละเอียดตารางของแทร็กบอล นอกจากนี้แล้วยังมีอุปกรณ์อินพุตอีกหลายชนิดที่ควรจะทราบเพื่อเป้นข้อมูลในการพิจารณาเลือซื้อให้เหมาะสมกับงานที่ทำอยู่

การบำรุงรักษา CPU

การบำรุงรักษา CPU

สาเหตุที่ทำให้เครื่องพีซีเกิดความเสียหาย
 

ความร้อน
ฝุ่นผง
สนามแม่เหล็ก
สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้า
ไฟฟ้าสถิตย์
น้ำและสนิม


ความร้อน

    ความร้อนที่เป็นสาเหตุทำให้คอมพิวเตอร์มีปัญหา     ส่วนใหญ่เกิดจากความร้อนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์เองวิธีแก้ปัญหา คือ จะต้องรีบระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณืต่างๆ ออกไปให้เร็วที่สุด

วิธีแก้ปัญหา

        - พัดลมระบายความร้อนทุกตัวในระบบ ต้องอยู่ในสภาพดี 100 เปอร์เซนต์       อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดควรจะอยู่ระหว่าง 60-70 องศาฟาเรนไฮต์
        - ใช้เพาเวอร์ซัพพลาย ในขนาดที่ถูกต้อง
        - ใช้งานเครื่องในย่านอุณหภูมิที่ปลอดภัย อย่าตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานานๆ

ฝุ่นผง

    เป็นที่ทราบกันดีว่าในอากาศมีฝุ่นผงกระจัดกระจายอยู่ในทุกๆ ที่ ฝุ่นผงที่เกาะติดอยู่บนแผงวงจรของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เสมือนฉนวนป้องกันความร้อน ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ ไม่สามารถระบายออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้อาจไปอุดตันช่องระบายอากาศของเพาเวอร์ซัพพลายหรือฮาร์ดดิสค์ หรืออาจเข้าไปอยู่ระหว่างแผ่นดิสค์กับหัวอ่าน ทำให้แผ่นดิสค์หรือหัวอ่านเกิดความเสียหายได้

วิธีแก้ไข
        - ควรทำความสะอาดภายในเครื่องทุก 6 เดือน หรือทุกครั้งที่ถอดฝาครอบ
        - ตัวถัง หรือ ชิ้นส่วนภายนอกอาจใช้สเปรย์ทำความสะอาด
        - วงจรภายในให้ใช้ลมเป่าและใช้แปรงขนอ่อนๆ ปัดฝุ่นออก
        - อย่าสูบบุหรี่ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์
สนามแม่เหล็ก

    แม่เหล็กสามารถทำให้ข้อมูลในแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก็สูญหายได้อย่างถาวร แหล่งที่ให้กำเนิดสนามแม่เหล็กในสำนักงานมีอยู่มากมาหลายประเภท อาทิเช่น
        - แม่เหล็กติดกระดาาบันทึกบนตู้เก็บแฟ้ม
        - คลิปแขวนกระดาษแบบแม่เหล็ก
        - ไขควงหัวแม่เหล็ก
        - ลำโพง
        - มอเตอร์ในพรินเตอร์
        - UPS

วิธีแก้ไข

    ควรโยกย้ายอุปกรณ์ที่มีกำลังแม่เหล็กมากๆ ให้ห่างจากระบบคอมพิวเตอร์

สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้า

    สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้ามีหลายลักษณะ อาทิเช่น
        - แรงดันเกิน
        - แรงดันตก
        - ทรานเชียนต์
        - ไฟกระเพื่อม

แรงดันเกิน

    ในกรณีที่เครื่องของท่านได้รับแรงดันไฟฟ้าเกินจากปกติ เป็นเวลานานกว่า วินาที จะมีผลทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องเกิดความเสียหายได้

แรงดันตก

 ในกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้ากันมากเกินความสามารถในการจ่ายพลังงานไฟฟ้า จะมีผลทำให้เกิดเหตุการณืไฟตกได้ ไฟตกอาจทำให้การทำงานของเพาเวอร์ซัพพลายผิดพลาดได้ เนื่องจากเพาเวอร์ซัพพลายพยายามจ่ายพลังงานให้กับวงจรอย่างสม่ำเสมอ โดยไปเพิ่มกระแส แต่การเพิ่มกระแสทำให้ตัวนำ เพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์ต่างๆ ร้อนขึ้น ซึ่งมีผลทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เกิดความเสียหายได้

ทรานเชียนต์

    ทรานเชียนต์ หมายถึง การที่ไฟฟ้ามีแรงดันสุง (sags) หรือต่ำกว่าปกติ (surge) ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทรานเชียนต์ที่เกิดในบางครั้งจะมีความถี่สูงมาก จนกระทั่งสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวเก็บประจุไฟฟ้าในเพาเวอร์ซัพพลาย เข้าไปทำความเสียหายให้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้

ไฟกระเพื่อม

    ทุกครั้งที่ท่านเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า จะทำให้กำลังไฟเกิดการกระเพื่อม เครื่องใช้ไฟฟ้ที่ต้องการกระแสไฟฟ้ามากๆ ก็จะทำให้ความแรงของการกระเพื่อมมีค่ามากตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่า การเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละครั้งจะทำให้เกิดการกระเพื่อม- ครั้ง ภายในเสี้ยววินาที การกระเพื่อมจะมีผลต่อทุกๆ ส่วนภายในตัวเครื่อง รวมทั้งหัวอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสค์ด้วย

วิธีแก้ไข

    ในกรณีไฟเกิน ไฟตก และทรานเชียนต์ แก้ไขได้โดยการใช้เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า หรือ ที่เรียกว่า Stabilizer

    ส่วนไปกระเพื่อม แก้ได้โดยการลดจำนวนครั้งในการปิดเปิดเครื่องไฟฟ้าสถิตย์


    ไฟฟ้าสถิตย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่ในสภาวะที่อากาศแห้ง จะส่งผลให้ความเป็นฉนวนไฟฟ้าสูง ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จะสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และหาทางวิ่งผ่านตัวนำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า ดังนั้นเมื่อท่านไปจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จากตัวท่านจะวิ่งไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น ทำให้อุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ แต่ในสภาวะที่มีความชื้นสูง ไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นจะรั่วไหลหายไปในระยะเวลาอันสั้น

วิธีแก้ไข

    ควรทำการคายประจุไฟฟ้าสถิตย์ ด้วยการจับต้องโลหะอื่นที่ไม่ใช้ตัวถังเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อนจะสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์

น้ำและสนิม

    น้ำและสนิมเป็นศัตรูตัวร้ายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด สนิมที่พบในเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ มักจะเกิดจากการรั่วซึมของแบตเตอรี่บนเมนบอร์ด ซึ่งถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้น นั่นหมายความว่าท่านจะต้องควักกระเป๋าซื้อเมนบอร์ดตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่าที่ต้องทิ้งลงถังขยะสถานเดียว

วิธีแก้ไข

    หลีกเลี่ยงการนำของเหลวทุกชนิดมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของท่าน

    กรณีการรั่วซึมของแบตเตอรี่ แก้ไขได้โดยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เมื่อเครื่องของท่านมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 1-2 ปี เป็นต้นไป

แผ่นบันทึก


แผ่นบันทึก (Floopy Disk)

ลักษณะทั่วไป
        ขนาดโดยทั่วไปของ disks คือ 8 นิ้ว, 5.25 นิ้ว และ 3.5 นิ้ว ตัว disk ถูกทำจาก Mylar และฉาบด้วยสารแม่เหล็ก เมื่อ disk ถูกใส่ใน drive unit ใน spindle clampsที่อยู่ส่วนกลางของช่องว่างจะถูกหมุน ด้วยความเร็วคงที่ อาจจะ 300 หรือ 360 รอบต่อนาที ข้อมูลจะถูกเก็บบน disk ใน circular tracks หัวอ่าน/เขียน จะติดต่อกับ disk ผ่านทาง racetrack-shaped slot เพื่ออ่านหรือเขียนลงไปบน disk
            ในการเขียน กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านไปที่ขดลวดในหัวอ่าน และจะสร้างฟลักซ์แม่เหล็กในแกนเหล็ก ของหัวอ่าน/เขียน ช่องว่างในแกนเหล็กจะยอมให้ฟลักซ์แม่เหล็กไหลผ่านออกมา และทำให้สารแม่เหล็กบน disk เป็นแม่เหล็กขึ้น พื้นที่บน disk ถูกทำให้เป็นแม่เหล็กโดยเป็นอนุภาคที่มีทิศทางและคงสถานะ แม่เหล็กไว้ ั้วของพื้นที่ที่ทำเป็นแม่เหล็กจะพิจารณาโดยใช้ทิศทางการไหลของกระแสผ่านขดลวด ข้อมูลก็สามารถอ่านจาก disk ด้วยหัวอ่าน/เขียนเช่นเดียวกัน โ่ดยเมื่อขั้วของแม่เหล็กเปลี่ยนเพราะ track ผ่านไปบนช่องว่างในหัวอ่าน/เขียน ศักย์ไฟฟ้าเล็ก ๆ เป็น มิลลิโวลต์ จะถูกเหนี่ยวนำในขดลวด amplifier และ comparator ถูกใช้เป็นตัวเปลี่ยนสัญญาณเล็ก ๆ เป็นระดับ logic มาตราฐานร่อง write-protect ในซอง floppy disk สามารถใช้ป้องกันการเก็บข้อมูลจากการเขียนทับเหมือนกับ knock-out plastic บนตลับเทปคลาสเซ็ท LED และ Phototransistor สามารถชี้ว่าร่องนี้มีหรือไม่ และจะเขียนเมื่อพบว่ามีร่องนี้อยู่ index hole ที่เจาะบนแผ่น disk จะชี้จุดเริ่มของ record tracks จะใช้ LED และ Phototransistor ในการตรวจสอบหา index holeรูปแบบการบันทึกบิท (Recorded Bit Formats - FM and MFM)
            บิท 1 แทนด้วยการเปลี่ยนขั้วของแม่เหล็กบน track บิท 0 แทนด้วยการไม่เปลี่ยนขั้วของแม่เหล็ก รูปแบบการบันทึกนี้มักเรียกว่า non-return-to-zero หรือการบันทึกแบบ NRZ เพราะมีสนามแม่เหล็ก บน track เสมออาจมีขั้วเป็นหนึ่งทิศทางหรือหลายทิศทาง หัวอ่านจะสร้างสัญญาณเมื่อพื้นที่ที่มีสนามแม่เหล็กเปลี่ยนผ่านบนหัวอ่าน
            จากรูปแสดงการเก็บบิทบน track ในรูปแบบ single-density รูปแบบนี้มักเรียกว่า การบันทึก frequency modulation, FM, หรือ F2F สังเกตจะมี clock pulse, C ที่จุดเริ่มของแต่ละ bit cell ในรูปแบบนี้ pulse เหล่านี้จะแทนความถี่พื้นฐาน บิท 1 จะถูกเขียนใน bit cell โดยใส่ใน pulse, D ระหว่าง clock pulse บิท 0 จะถูกแทนโดยการไม่มี pulse ระหว่าง clock pulse
            ข้อดีของ การบันทึกแบบ F2F คือ clock pulse และ data bit ถูกใช้เพื่อแทนแต่ละ data bit เพราะว่า bits สามารถเก็บใกล้ ๆ กันบน disk track โดยไม่เชื่อมต่อกัน การเก็บรูปแบบนี้ มีข้อจำกัดในด้านจำนวนของข้อมูลที่สามารถเก็บบน track เพื่อในจำนวนของข้อมูลที่สามารถเก็บบน track มีเป็นสองเท่าเราจะใช้การจัดเก็บแบบ modified frequency modulation หรือ MFM แสดงดังรูปข้างต้น
            หลักเบื้องต้นของรูปแบบนี้คือ ทั้ง clock pulses และ "1" data pulses ถูกใช้เพื่อเก็บ phase-locked loop และอ่าน circuitry synchronized โดย clock pulse จะไม่ถูกนำไปใส่ถ้า data pulse ไม่เกิดขึ้นสม่ำเสมอพอใน data bytes เพื่อเก็บ phase-locked loop clock bits ถูกเก็บที่จุดเริ่มต้นของ bit cell และ data bits ถูกเก็บในส่วนกลางของ bit cell time clock bits จะถูกเก็บลงถ้า data bit ใน cell ก่อนหน้าเป็น 0 และ data bit ใน bit cell ขณะนั้นเป็น 0 ด้วย เพราะว่ารูปแบบนี้มีทุกกรณีเพียง 1 pulse ต่อ bit cell , bit cell สามารถมีความยาวครึ่งหนึ่ง หรือ มากเป็น 2 เท่า ที่สามารถเก็บลงใน track วิธีนี้เป็นการบันทึกแบบ double-density มีใน IBM PC และ microcomputers ธรรมดาอื่น ๆFloppy Disk Controller - the Intel 8272A
            จากการพิจารณาเรื่องก่อนหน้านี้เราสามารถบอกได้ว่า การเขียนข้อมูลไปที่ floppy disk และการอ่านข้อมูลกลับมาต้องการความพร้อมเพียงหลายระดับ ระดับหนึ่งคือมอเตอร์และสัญญาณของหัวอ่าน ระดับอื่น ๆ คือ การเขียนและการอ่านระดับบิทจริง ๆ การทำทุก ๆ สิ่งของความพร้อมเพียงนี้เป็นงานหลัก ดังนั้นเราต้องออกแบบ floppy disk controller เป็นพิเศษ ตัวอย่างในที่นี้ เราใช้ Intel 8272A controller ซึ่งเทียบเท่ากัน NEC uPD765A controller ที่ใช้ใน IBM PC 8272 Signals and Circuit Connectiions
            เริ่มแรกให้มองที่แผนผังของ 8272A ตามรูป สัญญาณตามด้านซ้ายของแผนผัง สาย data bus, RD, WR, A0, RESET, ละ CS เป็นสัญญาณ peripheral interface มาตราฐาน สัญญาณ DRQ, DACK, และ INT ถูกใช้สำหรับ DMA transfer ของข้อมูลระหว่าง controller เมื่อโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ต้องการข้อมูลจาก disk มันจะส่งชุดคำสั่งไปที่ registers ภายใน controller, controller ก็จะทำขบวนการเพื่ออ่านข้อมูลจาก track และ sector บน disk เมื่อ controller อ่าน byte แรกของข้อมูลจาก sector มันจะส่งสัญญาณ DMA request, DRQ ไปที่ DMA controller, DMA controller จะส่งตำแหน่งแรกของการเคลื่อนย้ายไปบน bus และแสดง DACK input ของ 8272 เพื่อบอกว่า DMA transfer ก้าวหน้าแล้ว เมื่อจำนวนของ bytes ที่ระบุใน DMA initialization ถูกเคลื่อนย้าย DMA controller จะแสดง TERMINAL COUNT input ของ 8272 ด้วยเหตุนี้ 8272 จะแสดงสัญญาณ interrupt output, INT สัญญาณ INT สามารถติดต่อไปยัง CPU เพื่อบอกให้ CPU ทราบว่าต้องการชุดของข้อมูลที่ถูกอ่านจาก disk ไปไว้ที่ buffer ในหน่วยความจำสัญญาณต่าง ๆ ในการติดต่อกับ disk drive hardware
            สัญญาณ READY จาก disk drive จะเป็น high ถ้า drive มีไฟฟ้าอยู่และพร้อมที่จะทำงาน ถ้าเราลืมปิดตะปู disk drive สัญญาณ READY ก็จะไม่แสดง
            สัญญาณ WRITE PROTECT/TWO SIDE สัญญาณนี้จะชี้ว่า write protect notch ถูกปิด หรือไม่เมื่อ drive อยู่ในภาวะอ่านหรือเขียน เมื่อ drive ทำขบวนการในภาวะ track-seek สัญญาณนี้ก็จะชี้ว่า drive เป็น two-sided หรือ one-sided
            สัญญาณ INDEX จะเป็นจัวหวะเมื่อ index hole ใน disk ผ่านระหว่าง LED และ Phototran sistor detector
            สัญญาณ FAULT/TRACK 0 ชี้เงื่อนไขของปัญหาที่เกิดขึ้นกับ disk drive ระหว่างทำขบวนการ อ่าน/เขียน ส่วนในระหว่าง ทำขบวนการ track-seek สัญญาณจะแสดงเมื่อ หัวอ่านอยู่เหนือ track 0
            สัญญาณ DRIVE SELECT ,DS0 และ DS1 จาก controller ถูกส่งไปที่ตัวแปลข้อมูลภายนอก ซึ่งใช้สัญญาณนี้สร้างสัญญาณ enable สำหรับ1 ถึง 4 drives
            สัญญาณ MFM จะแสดง high ถ้า controller ถูกโปรแกรมสำหรับ modified frequency moduration และ low ถ้า controller ถูกโปรแกรมสำหรับ standard frequency modulation(FM)
            สัญญาณ RW/SEEK ถูกใช้เพื่อบอก drive ให้ทำขบวนการในภาวะอ่าน/เขียน หรือ ภาวะ track-seek
            สัญญาณ HEAD LOAD จะแสดงโดย controller เพื่อบอก drive hardware ให้นำหัวอ่าน/เขียนไปติดต่อกับ disk เมื่อการเชื่อมต่อไป double-sided drive ,HEAD SELECT จาก controller ถูกใช้กับสัญญาณนี้เพื่อชี้ว่าหัวอ่านทั้งสองควรถูก loaded ระหว่างขบวนการเขียนบน track ด้านในของ disk สัญญาณ LOW CURRENT/DIRECTION
            จะแสดงโดย controller เพราะว่า bit บน track ด้านในจะอยู่ใกล้กันมาก กระแสที่ใช้ในการเขียนต้องถูกลดลงเพื่อป้องกันการเขียนทับกัน เมื่อทำคำสั่ง seek-track สัญญาณนี้ก็จะใช้บอก drive ว่า ก้าวออกนอกขอบของ disk หรือ อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง
            จากรูป เราจะมองสัญญาณที่ใช้อ่านและเขียน clock และ data bit บน track ตามรูปจะแสดงสัญญาณไฟฟ้าระหว่างขาและหัวอ่าน/เขียน ในการบันทึกนั้นข้อมูล clock จะถูกเก็บบน track พร้อมกับข้อมูล data เราใช้ clock bits เพื่อบอกเราเมื่ออ่าน data bits , สัญญาณ VcoSYNC จาก controller จะบอกวงจร phase-locked loop ภายนอก เพื่อ synchronize ความถื่ , output จากวงจร phase-locked loop คือ สัญญาณ DATA WINDOW สัญญาณนี้จะถูกส่งไปยัง controller เพื่อบอกว่าจะหา data pulse ที่ไหนใน data stream ที่มาใน READ DATA input External circuitry supplies ที่เป็นพื้นฐานของสัญญาณ WR CLOCK จะใช้ความถี่ 500 kHzสำหรับแบบ FM และ 1 MHz สำหรับแบบ MFM , output ของ 8272 ที่เป็นclock bits และ data bits จะถูกเขียนลง disk โดยขาของ WR DATA ระหว่างขบวนการเขียน 8272 จะแสดงสัญญาณ WR ENABLE เพื่อเปิด วงจรภายนอก ซึ่งส่งข้อมูลให้กับหัวอ่าน/เขียน สัญญาณPRE-SHIFT 0 และ PRE-SHIFT 1 จาก controller จะไปที่วงจรภายนอกซึ่ง shift bits ไปข้างหน้าหรือถอยหลังเมื่อจะมีการเขียน bit ก็จะมีตำแหน่งที่ถูกต้องเมื่ออ่านออกมา

ส่วนควบคุมกลาง


ส่วนควบคุมกลาง
 

 ส่วนควบคุมกลางหรือ ซีพียู(central processing unit; CPU) ของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนใหญ่ ๆ 2 ส่วน คือ หน่วยคำนวณ หน่วยควบคุม
(control unit) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลระหว่างหน่วยความจำของซีพียู ควบคุมกลไกการทำงานทั้งหมดของระบบ ควบคุมจังหวะเวลา โดยมีสัญญาณนาฬิกาเป็นตัวกำหนดจังหวะการทำงาน
(arithmetic and logic unit) เป็นหน่วยที่มีหน้าที่นำเอาข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ เช่น การบวก การลบ การเปรียบเทียบ และ การสลับตัวเลข เป็นต้น การคำนวณทำได้เร็วตามจังหวะการควบคุมของหน่วยควบคุม